โทร

074 - 200200

โทร

074 - 200200

อุบัติเหตุฉุกเฉิน

074 - 200201

ไวรัสตับอักเสบอีคืออะไร? เข้าใจก่อน ป้องกันได้ก่อน !

ฝ่ายการตลาด | 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14:50

ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E Virus - HEV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการติดเชื้อนี้มักจะหายได้เอง (Self-limiting) ในคนที่มีสุขภาพดี แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม

ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E Virus - HEV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการติดเชื้อนี้มักจะหายได้เอง (Self-limiting) ในคนที่มีสุขภาพดี แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม

ช่องทางการติดเชื้อ: ระวังอาหารและน้ำที่คุณบริโภค
ไวรัสตับอักเสบอีส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route) ซึ่งหมายความว่าเชื้อจะปนเปื้อนในน้ำดื่ม อาหาร หรือสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เราสัมผัสและบริโภคเข้าไป

แหล่งน้ำไม่สะอาด : การดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการต้มหรือการฆ่าเชื้ออย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขาภิบาลไม่ดี

อาหารปนเปื้อน:
- ผักสดหรือผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำที่ไม่สะอาด
- อาหารทะเล (โดยเฉพาะหอย) หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ปรุงสุกอย่างเต็มที่ (เช่น เนื้อหมู, เนื้อกวาง)

 

 สุขอนามัยที่ไม่ดี : การไม่ล้างมืออย่างถูกวิธีหลังเข้าห้องน้ำหรือก่อนเตรียมอาหาร

 

อาการสำคัญที่เตือนภัย : เมื่อร่างกายส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
อาการของไวรัสตับอักเสบอีมักจะไม่รุนแรงและคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ทำให้คนส่วนใหญ่มองข้ามไปได้ง่าย โดยทั่วไปอาการจะปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 2-8 สัปดาห์ (ระยะฟักตัว)

สัญญาณอันตรายที่คุณต้องสังเกต
อาการเหล่านี้มักปรากฏขึ้นอย่างเฉียบพลันและเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการอักเสบของตับ

  • อาการคล้ายไข้หวัด : อ่อนเพลีย, ปวดเมื่อยตามตัว, มีไข้
  • อาการทางเดินอาหาร : คลื่นไส้, อาเจียน, เบื่ออาหาร, ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งตับ)
  • อาการเด่นชัด :

           - ตัวเหลือง/ตาเหลือง (Jaundice): เป็นอาการที่ชัดเจนที่สุด เกิดจากการมีสารบิลิรูบินสะสมในเลือด

           - ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ: สีคล้ายน้ำชาแก่ ๆ

           - อุจจาระสีซีด: อาจเป็นสีเทาหรือสีดิน

ภาวะอันตรายถึงชีวิต: ในผู้ป่วยบางราย (โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่แล้ว) อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที

 

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ: หยุดยั้งไวรัสด้วยพฤติกรรมง่าย ๆ
เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบอีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย (ยกเว้นในบางประเทศ) การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงช่องทางการติดเชื้อ โดยการให้ความสำคัญกับสุขอนามัยส่วนบุคคลและสุขอนามัยอาหาร

 

 

10 วิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
การป้องกันไวรัสตับอักเสบอีให้ได้ผลต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

1. ล้างมือให้ถูกวิธี : ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้ง หลังการเข้าห้องน้ำ, ก่อนการเตรียมอาหาร, และก่อนรับประทานอาหาร


2. ต้มน้ำดื่ม : ดื่มเฉพาะน้ำที่ผ่านการต้มจนเดือดสนิท หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐานเท่านั้น


3. ปรุงอาหารสุก: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์และอาหารทะเล (โดยเฉพาะหอย) ดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ


4. ล้างผัก/ผลไม้: ล้างผักและผลไม้สดให้สะอาดด้วยน้ำที่ปลอดภัย ก่อนนำมารับประทาน


5. ดูแลความสะอาดของน้ำแข็ง: ใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำที่สะอาดและได้มาตรฐานเท่านั้น


6. หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน: จัดเก็บอาหารที่ปรุงสุกแล้วให้ห่างจากอาหารดิบ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination)


7. สุขาภิบาลในที่สาธารณะ: ระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีสุขาภิบาลไม่ดี


8. การจัดการขยะ: ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลในที่ที่เหมาะสม ไม่ปล่อยให้ปนเปื้อนแหล่งน้ำ


9. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน: หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ จานชาม หรืออุปกรณ์ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นในช่วงที่มีการระบาดหรือหากมีอาการป่วย


10. ปรึกษาแพทย์: หากมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม